RIGGING-photo-anime

การ RIGGING แอนิเมชันคือ

การจะทำงานแอนิเมชันให้ได้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด การเคลื่อนไหวของตัวละครนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลย นั่นเพราะตัวละครที่ดีจะต้องมีการเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับบทบาทและการแสดงที่ได้ถูกเขียนเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นเพื่อให้เหมือนว่าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตมากที่สุด ด้วยเหตุนี้การสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ด้วยการทำให้ตัวละครเหล่านั้นขยับได้จึงกลายเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ทำงานแอนิเมชันทุกคนต้องพิถีพิถันกันแบบสุดๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้เราจะเรียกว่าการ RIGGING และหากใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรก็มาทำความเข้าใจกันได้เลย

การ RIGGING แอนิเมชัน ขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้

RIGGING หากเป็นภาษาของนักแอนิเมชันบางคนก็เรียกศัพท์แบบง่ายๆ ว่าการ ใส่กระดูก จะมีวิธีการใส่กระดูกแบบสำเร็จก็คือเอาตัวละครมาวางแล้วก็ใส่ลงไปได้เลยแต่ถ้าหากบางคนอยากให้ตัวละครมีการเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นแบบที่ใจต้องการก็สามารถทำเองได้เช่นเดียวกัน โดยต้องอาศัยการเรียนรู้อย่างถูกหลักว่ากระดูกส่วนไหนมีคำเรียกว่าอะไร ตรงส่วนไหนเป็นส่วนสำคัญ ตรงไหนจะใช้ในการเคลื่อนไหวอวัยวะใด การ RIGGING เป็นศาสตร์ประเภทหนึ่งของการสร้างงานแอนิเมชันที่ถือว่ายากสุดๆ ถ้าเป็นคนธรรมดาการเคลื่อนไหวก็คงไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากมายนักแต่ถ้าหากเป็นพวกสัตว์ประหลาดหรือตัวละครประเภทอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ แบบนี้เป็นสิ่งสำคัญที่การทำ RIGGING จะยากสุดๆ เริ่มต้นในการทำเราก็ปิดสีชุดไปก่อนเพื่อไม่ให้หนักโปรแกรมจากนั้นก็ปรับขนาดกระดูกซึ่งก็จะมีการแบ่งแยกออกไปอีกเป็นการควบคุมแบบ FK และ IK เมื่อเสร็จแล้วก็มาทำการ paint weight เพื่อทำให้เนื้อติดกระดูก แต่บางครั้งมันก็ไมได้ติดกับชิ้นที่เราต้องการ เช่น เนื้อของตัวไปติดกับหัวพอขยับตัวหัวก็ไปด้วย ทำให้เราต้องมีขั้นตอนการ paint weight เพื่อให้มันเกาะไปกับกระดูกที่ถูกชิ้น พอเคลื่อนไหวตัวละครจะไม่ยืด  เมื่อทำเสร็จครบถ้วนแล้วก็ให้ลองเคลื่อนไหวตามรูปแบบที่ต้องการ หากไม่มีปัญหาอะไรก็เท่ากับว่าขั้นตอนการ RIGGING สำเร็จเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตามการทำ RIGGING อย่างที่บอกว่าเป็นขั้นตอนการทำที่ยาก บางคนใช้เวลาในขั้นตอนนี้หลายชั่วโมง บางคนเป็นวันก็มีสำหรับมือใหม่ทั้งหลาย ดังนั้นการฝึกฝนเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างงานแอนิเมชันที่ดีออกมาสู่สายตาผู้ชมทุกคน ทุกขั้นตอนต้องใส่ใจในรายละเอียดเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดและไม่ให้งานเกิดการแก้ไขบ่อยครั้ง เพราะยิ่งแก้บ่อยมากเท่าไหร่คนทำงานก็ยิ่งรู้สึกท้อถอยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งผลดีกับงานแน่นอน

About the author: Jackson Obrien